หลักฐานทางประวัติศาสตร์ และวิธีการทางประวัติศาสตร์
1. หลักฐานทางประวัติศาสตร์ ก็คือ ร่องรอยที่มนุษย์ได้กระทำไว้ และหลงเหลืออยู่ถึงปัจจุบัน ส่วนกระบวนการในการแสวงหาข้อเท็จจริง เรียกว่า วิธีการทางประวัติศาสตร์
2. วิธีการทางประวัติศาสตร์
(1) เป็นวิธีที่จะทำให้เรื่องๆ หนึ่งนั้นเป็นประวัติศาสตร์ ที่มีความน่าเชื่อถือที่สุด
(2) ความน่าเชื่อถืออยู่ที่หลักฐาน มายืนยัน + มาอ้างอิง เท่าที่พบ ถ้าพบหลักฐานอื่นที่ดูว่าน่าจะ เป็นอย่างนั้นมากกว่า
ก็อาจทำให้เรื่องราว “พลิก” ไปได้
* ดังนั้นเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่เรารู้อาจเปลี่ยนแปลงได้เสมอ *
3. ขั้นตอนของวิธีการทางประวัติศาสตร์
ขั้นที่ 1 กำหนดประเด็นปัญหา เป็นการกำหนดหัวข้อที่เราสนใจจะศึกษา
ขั้นที่ 2 รวบรวมหลักฐาน(ไปหาตำราต่างๆที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อที่ศึกษา)
ขั้นที่ 3 การประเมินคุณค่าของหลักฐาน
- การประเมินค่าภายนอก (การวิพากษ์ภายนอก) : ดูว่าหลักฐานจริงหรือปลอม
- การประเมินค่าภายใน (การวิพากษ์ภายใน) : ดูว่าหลักฐานน่าเชื่อถือได้มาก
แค่ใหน
ขั้นที่ 4 ตีความหลักฐาน
- ตีความแนวราบ เป็นการตีความตามลำดับเวลา (ค้นคว้าแล้วตีความโดยเชื่อมโยงอย่างเป็นเหตุเป็นผลเป็นพัฒนาการ
ไปเรื่อยๆ)
- ตีความแนวดิ่ง เป็นการล้วงลึกลงไปในหลักฐานอย่างถึงลูกถึงคน จริงๆเป็นการ
ชำแหละหลักฐานนั้นว่ามี “นัยยะ” อะไรแอบแฝงหรือไม่
- ต้องใช้หลักฐานหลายๆประเภทมาประกอบการตีความของเรา
ขั้นที่ 5 เรียบเรียงแล้วนำเสนอ การเรียบเรียงต้องใช้ 2 วิธี คือ
- วิเคราะห์ = แยกจัดหมวดหมู่ตามประเด็นที่วางไว้
- สังเคราะห์ = ประมวลภาพทั้งหมดที่เราศึกษามาและกำลังจะนำเสนอ
สิ่งใหม่ๆให้คนอื่นได้รู้
4. หลักฐานทางประวัติศาสตร์ แบ่งเป็น
(1) หลักฐานปฐมภูมิ (หลักฐานชั้นต้น) เป็นหลักฐานที่เกิดร่วมสมัยกับเหตุการณ์นั้น หรือผู้สร้าง
เป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์โดยตรง
(2) หลักฐานทุติยภูมิ (หลักฐานชั้นรอง) เป็นการนำหลักฐานปฐมภูมิมาวิเคราะห์ ตีความ หรือ
เขียนขึ้นหลังเหตุการณ์นั้น
*** หลักฐานปฐมภูมิมีความสำคัญและน่าเชื่อถือมากกว่าหลักฐานทุติยภูมิ แต่บางทีเรามองว่าเป็นหลักฐานปฐมภูมิที่ดูดี
แต่อาจมีความจริงแค่ 10% ก็ได้ ***
5. หลักฐานที่ใช้ในการศึกษาประวัติศาสตร์ไทย อาจจะเป็น
(1) หลักฐานที่เกิดโดยคนของเราเอง โดย
- ถ้าเป็นคนในระดับพระมหากษัตริย์ จะเรียกว่า พงศาวดาร หรือไม่ก็เป็น จดหมายเหตุ
**พระราชพงศาวดารที่นักประวัติศาสตร์ยอมรับว่ามีข้อมูลถูกต้องแม่นยำที่สุด ได้แก่
พระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐ (เขียนในสมัย Kนารายณ์)
- ถ้าเป็นคนระดับสามัญชนที่มักจะเป็นเรื่องเล่าสืบต่อกันมา จะเรียกว่า ตำนาน
(2) หลักฐานที่เกิดโดยชาวต่างชาติที่เข้ามาบ้านเรา โดย
- พวกรายงานของพ่อค้า นักการทูต นักผจญภัย จะเรียกว่า บันทึกของชาวต่างชาติ
- บางทีมีฝรั่งเข้ามาบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ จนกลายเป็น พงศาวดารเลยก็มี เช่น
พงศาวดารวันวลิต
- ถ้าจดเรื่องราวเป็นวันๆ ที่เกิดเหตุการณ์นั้นๆ ออกแนว Diary จะเรียกว่า จดหมายเหตุ
เช่นจดหมายเหตุของลาลูแบร์
* หลักฐานของชาวต่างชาติให้ประโยชน์แก่การศึกษาประวัติศาสตร์ไทยมากกว่าหลักฐานของไทย
ในบางครั้ง เพราะ
1) หลักฐานต่างชาติจะบันทึกทุกเรื่อง = ทั้งระดับ K จนถึงสามัญชน ทั้งเรื่องการเมือง
เศรษฐกิจ สังคม วิถีชีวิต สิ่งแวดล้อม
แต่หลักฐานไทยมักจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ K
และการเมือง
2) หลักฐานต่างชาติเวลาบันทึกเขาจะบันทึกที่เขาเห็น จึงไม่จะเป็นต้องเข้าข้างใคร
ขณะที่หลักฐานไทยมักต้องเข้าข้าง K
* แต่ข้อที่ต้องระวัง ก็คือ เราจะยึดถือ 100% ไม่ได้ เพราะเขาไม่เข้าใจวัฒนธรรมของเราจริงๆ
(3) หลักฐานที่เป็นลายลักอักษร เช่น จารึก ตำนาน พระราชพงศาวดาร จดหมายเหตุ
กฎหมาย วรรณกรรม หนังสือพิมพ์ ฯลฯ
(4) หลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น หลักฐานทางโบราณคดี (พวกวัตถุต่างๆ)
ศิลปกรรม นาฏศิลป์ ดนตรี เพลงพื้นบ้าน
คำบอกเล่า โสตทัศน์
* หลักฐานไทยมีน้อย เพราะ
- คนไทยไม่นิยมการจดบันทึก
- อาจถูกทำลายไปตอนสงคราม
- เสียหายเพราะอากาศร้อน

